‘เริม’ เรื้อรัง
‘เริม’ เรื้อรัง

โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัส HSV (Herpes Simplex Virus) เป็นไวรัสที่แฝงตัวตามเส้นประสาท ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด แสบร้อน เวลาที่ตุ่มผุดออกมา จะทำให้เกิดโรคทั้งที่ผิวหนังและเยื่อบุ สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์ การจูบ การสัมผัส การรับประทานอาหารร่วมกัน รวมไปถึงการใช้สิ่งของ เช่น ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัว ร่วมกันด้วย

การติดเชื้อมักจะเริ่มติดที่อวัยวะเพศ โดยการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน และจากแม่สู่ลูก โดยมารดามีอาการกำเริบของโรคเริมขึ้นระหว่างการคลอดบุตร โอกาสเป็นไปได้สูงที่เชื้อสามารถแพร่ไปยังทารกได้ และยังมีการติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก ส่วนมากมักเกิดจากการใช้ของใช้ร่วมกัน เช่น แปรงสีฟัน ช้อน หลอดดูดน้ำ แก้วน้ำ ลิปสติก และการจูบปาก

 

เริมเป็นโรคเรื้อรัง ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการปรากฏของโรคเลยก็ได้ ขณะที่หลายคนมักเกิดโรคนี้ซ้ไปซ้ำมา โดยอาการนั้นจะค่อยๆ ลดน้อยลงและหายเร็วกว่าครั้งแรกที่เป็น แต่มีวิธีบรรเทาโรคและป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบซ้ำได้ดังนี้

  • การใช้ยาต้านไวรัสไม่ได้ช่วยให้หายขาด เพียงแต่ช่วยลดความรุนแรงของโรคเท่านั้น แพทย์อาจให้ยา acyclovir เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่จำนวนของเชื้อไวรัส และช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการ และทำให้แผลที่ปรากฏนั้นหายเร็ว แต่จะใช้ยาต่อต้านไวรัสนี้ในในผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการครั้งแรก เพราะอาการของโรคเริมที่กำเริบซ้ำนั้นมีความรุนแรงน้อยลง ดังนั้นการรักษาด้วยยาจึงไม่มีความจำเป็นเท่าใดนักต่ออาการในครั้งถัด ๆ ไป
  • ในผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง ควรได้รับยาต้านไวรัสเฉพาะโรคร่วมกับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เสียชีวิตได้
  • ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเริมได้เด็ดขาด โดยแพทย์จะรักษาผู้ป่วยตามอาการ เมื่อหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะยังหลบซ่อนอยู่ภายในปมประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เรียกว่าระยะพักหรือหลบซ่อนตัว เมื่อผู้ป่วยมีภาวะร่างกายอ่อนแอ เชื้อจะย้อนแนวประสาทออกมาแสดงอาการได้อีก
  • การรักษาแบบระงับอาการ ถ้าผู้ติดเชื้อมีอาการกำเริบของโรคมากกว่า 6ครั้งต่อปี หรือกรณีที่อาการที่กำเริบนั้นมีความรุนแรงมาก อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาต่อต้านไวรัสนานกว่า 5 วัน แต่เป้าหมายที่แท้จริงของการรักษาแบบนี้ก็คือเพื่อป้องกันไม่ให้มีอาการกำเริบขึ้นมาในภายภาคหน้า ดังนั้นผู้ติดเชื้อบางคนอาจใช้ยา acyclovir สองครั้งต่อวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน และถึงแม้ว่าการรักษาแบบระงับอาการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคเริมไปยังคู่รักได้ แต่ก็ยังคงมีโอกาสเป็นไปได้ที่เชื้อโรคเริมนั้นยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่

 

เราสามารถป้องกันการเกิดโรคเริมได้ โดยการสวมใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ งดการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่อาการของโรคเริมนั้นยังกำเริบอยู่ รวมถึงการสัมผัสผิวหนังด้วย หลีกเลี่ยงการจูบเมื่อมีตุ่มใสขึ้นบริเวณปาก  ไม่ควรมีคู่นอนหลายคน พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

เพียงทำเท่านี้เราก็จะลดความเสี่ยงการเกิด ‘เริม’ ได้แล้ว!